โครงการ a day Foundation ขายกระเป๋าผ้า+เสื้อยืด
‘Bangkok Is Back!’ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายช่วยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
» Read more: โครงการ a day Foundation ขายกระเป๋าผ้า+เสื้อยืด
โครงการ a day Foundation ขายกระเป๋าผ้า+เสื้อยืด
‘Bangkok Is Back!’ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายช่วยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
» Read more: โครงการ a day Foundation ขายกระเป๋าผ้า+เสื้อยืด
เย็นวันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2552 ผมมีนัดกับนายนกขมิ้นน้อยธรรมดา นายเต่าจักร และพี่แตงไทย ไปดูงานศิลปะสื่อแสดงสดและสื่อร่วมสมัย (Performance Art and Intermedia) ที่ สตูดิโอชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตรงข้ามมาบุญครอง เซ็นเตอร์
ผมกับนายนกขมิ้นฯ มาสายเหมือนอย่างเคย ทำให้นายเต่าและพี่แตงไทยต้องรอนานจนเลยเวลาเข้างานไปพอสมควร ผมกับนายนกขมิ้นฯ รู้สึกสำนึกและต้องขออภัยทั้งสองท่านมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
» Read more: "For 49 Days Exhibition Mind journey beyond death "
ในการเดินของมนุษย์เราบางครั้ง เราเดินอย่างเร่งรีบ เดินอย่างบ้าเลือด เดินอย่างเพลิดเพลิน หรือเดินอย่างทุกข์ระทม (ทั้งร่างกายและจิตใจ) หรือแม้กระทั้งเดินแบบใจลอยคิดฟุ้งซ่านไปในหลายๆ เรื่องในเวลาเดียวกันจนแยกไม่ออกว่ามีกี่เรื่องที่คิดกันแน่
หลายครั้งที่เราเดินอย่างมีและไม่มีจุดมุ่งหมายปลายทาง แต่ทุกย่างก้าวของเราก็รีบเร่งก้าว โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอื่นใดนอกจากระยะทางที่ไกลหรือสถานที่เราต้องการไปถึงจุดหมายปลายทาง แม้แต่บางครั้งลืมความเป็นตัวเป็นตนของตนเอง ลืมสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือแม้แต่ไม่ได้มองอะไรเลย จนข้อเท้าแพลงหรือประสบอุบัติเหตุ อาจจะเป็นเพราะเราเดินได้แต่ไม่มี “สติ”
ผมได้รู้จักการเดินแบบไร้สติมานานมากแล้ว จนวันหนึ่งได้เข้ามาสู่การเดินแบบมีสติ โดยเข้ามาร่วมกับ “คณะเดินธรรมยาตรา ครั้งที่ 10 ณ จังหวัดชัยภูมิ” แม้ว่าจะเป็นครั้งที่ 2 ที่ผมเข้ามาร่วมเดิน แต่ผมก็รับรู้ได้ถึงภาระอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่มารองรับกิจกรรมต่างๆ ของชาวโลก ทั้งที่ทำร้ายและช่วยกันรักษาโลกใบนี้
สำหรับ Entry นี้ ผมคงจะไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงอันใดมากมาย เพราะเชื่อว่าพี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ คงอยากจะดูรูปกันมากกว่า ไว้วันหน้าผมจะมาเล่าความรู้สึกดีๆ ให้ฟังทีหลังนะครับ
บทความโดย
เอก – นายนกกระรางหัวหงอก
>> ดูรูป คลิกที่นี่เลยครับ <<
ขอเชิญชวนเพื่อนๆ เข้าร่วมโครงการ เดินธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาว ครั้งที่ 10 ที่ ชัยภูมิ ครับ
ก่อนอื่นคงต้องเกริ่นกันก่อนนะครับว่า โครงการธรรมยาตรา เป็นโครงการ ฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ลุ่มน้ำลำปะทาว ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี่ ๒๕๔๓ ซึ่งมุ่งเน้นการประสานความร่วมมือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมกระตุ้นให้เกิดความ รัก การพัฒนาจิตใจภายในที่ดีต่อคุณค่าของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบนเทือกเขาภูแลนคาพื้นที่เขตลุ่มน้ำลำปะทาวของจังหวัดชัยภูมิโดยมีกิจกรรมหลักคือ การรณรงค์ด้วยการเดินเท้าอย่างสงบฝึกฝนจิตใจด้วยเมตตา ไปตามหมู่บ้านต่างๆ ๘ วัน ๗ คืน ร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปัญหาทุกข์สุขของชุมชน ประกอบศาสนกิจ ฟังธรรมและเทศนาให้เห็นคุณค่าของแม่น้ำ แผ่นดินและธรรมชาติ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในลุ่มน้ำลำปะทาวโครงการนี้ จึงได้มุ่งเน้นให้ประชาชนได้ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อคืนความบริสุทธิ์สดใสให้กลับสู่ชีวิต และลุ่มน้ำลำปะทาวอย่างยั่งยืนสืบไป อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
ตอนแรกผมคาดหวังไว้ว่าทริปนี้จะได้สัมผัสกับความหนาวเย็น แต่แล้วก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง เพราะลมหนาวแห่งฤดูกาลเจ้าได้พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านเลยไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งไว้แต่เพียงความอบอ้าวและฝนฟ้าบางๆ พอได้ดับคลายร้อนเท่านั้นเอง
นครนายก จังหวัดที่ผมเคยตั้งใจไว้หลายครั้งแล้วล่ะครับว่าจะมาเยี่ยมเยือนพักผ่อน ก่อนหน้านั้นผมเคยเดินทางผ่านที่นี่นับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่คิดที่จะแวะเที่ยวเป็นจริงเป็นจังเลยสักกะครั้ง ทริปนี้จึงถือว่าเป็นโอกาสอันดีครับ
วันที่ 10 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปชมการบินผาดแผลงของฝูงบิน F-16 ที่ดอนเมืองครับ จริงๆก็ไม่เชิงว่าเป็นดอนเมืองซะทีเดียวหรอกครับ ผมไปยืนดูบนชั้นจอดรถของไอทีสแควร์หรือหลักสี่พลาซ่าเดิม ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะผมหมดสิทธิ์ที่จะไปดูไกล้ๆที่ดอนเมืองครับ เนื่องจากรถติดไม่ขยับเลย
และนี่เป็นครั้งที่สองที่ฝูงบินผาดแผลงจากกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาที่มีนามว่า “Thunderbirds” ได้มีโอกาสมาแสดงให้คนไทยได้ชมกันครับ พวกเค้าเริ่มต้นด้วยการบินไปรอบๆบริเวณของฝูงบินคล้ายเป็นการเคารพท่านผู้ชม
จากนั้นก็เริ่มวาดลวดลายเด็ดของนักบินระดับโลก ด้วยการบินในแนวดิ่งแบบตั้งตรงระดับ 90 องศา จะหายไปจากฟ้า แค่ช็อตแรกก็หัวใจจะวายแทนนักบินแล้วล่ะครับ
งัวเงียตื่นกันตั้งแต่หกโมงเช้า เมื่อคืนเจ้าไก่คงเข็ดไปอีกนานที่ได้นอนไกล้นายปุกปุย และจากนี้ไปคงจะไม่ได้มานอนที่เดียวกันอีกต่อไป ด้วยเสียงกรนระดับซูเปอร์โชนิกบูมทั้งคืน แต่ละจังหวะไม่ซ้ำกัน เดชะบุญผมรู้ตัวทันอีกเช่นเคย จึงชิงหลับไปซะก่อน จะมีก็แต่เจ้าไก่ที่ต้องทนทุรนทุรายจนถึงเช้า 55
ผมไม่ได้ใส่บาตรมานานล๊ะ วันนี้จึงรู้สึกดีมากๆครับ ได้อุทิศส่วนกุศลถึงเจ้ากรรมนายเวรและญาติผู้ล่วงลับ
รองท้องด้วยขนมปังและปลาท่องโก๋ที่เจ้าของโฮมสเตย์เค้าเตรียมไว้ให้ ตบด้วยกาแฟร้อนๆ เท่านี้ก็ตาสว่างแล้วล่ะครับ เดินโต่เตร่อยู่ได้สักพักคณะทริปก็กลับไปอาบน้ำอาบท่าเก็บข้าวของสัมภาระเดินทางไปยังตลาดอัมพวาอีกครั้ง
เดินเล่นในสวนอุทยานฯร.2 กันได้สักพักใหญ่ พวกเราก็ตรงสู่ที่พักโฮมสเตย์ที่พักที่น้องโลมาได้โทรมาจองไว้ก่อนหน้านี้ และเหมือนจุดไต้ตำตอครับ เจ้าของบ้านโฮมสเตย์เป็นคุณอาแท้ๆของน้าโต๊ดเพื่อนในกลุ่มพวกเรา จึงได้เพิ่มบรรยากาศของความอบอุ่นเป็นกันเองมากขึ้นไปอีกครับ
เมื่อวางสัมภาระสิ่งของทุกอย่างในห้องเสร็จก็ตรงสู่ตลาดอัมพวาโดยทันที พวกเราเดินเลาะริมคลองไปเรื่อยๆ กินลมกินบรรยากาศ และถ่ายรูป พบเห็นวิถีชีวิตเดิมๆของชาวบ้านที่นี่ มันเป็นภาพที่น่าดูชมจริงๆครับ เหมือนย้อนยุคเข้าไปสมัยสมบัติ เมทะนีย์ยังหนุ่มแน่น
ช่วงต้นๆของเส้นทางก่อนถึงตัวตลาดดูเงียบสงบดีครับ กระทั่งมีเรือหางยาวเสียงดังวิ่งผ่าน ความรู้สึกแปลกๆก็เกิดขึ้น ผมก็คิดในใจว่า มาแล้วความศิวิไลและความวุ่นวายคืบครานเข้ามาแล้ว สงสัยว่าเสียงดังอย่างนี้คนแถวนี้เค้าไม่รำคาญบ้างหรือ เสียงดังๆแบบนี้ในยามดึกดื่นใครหนอจะไปนอนหลับหว่า ก็เอาเถอะนะคิดว่ามันคงไมได้เพิ่งมาดังกันวันนี้หรอก คนที่นี่คงปรับตัวกันได้แล้วล่ะ พอมองย้อนกลับไปบนเส้นทางที่เราเดินมา โฮมสเตย์ที่ผมพักอยู่ตรงข้ามวัดที่เห็นอยู่ไกลๆโน่นครับ
เหมือนเดิมครับ เหมือนทริปที่ผ่านๆมาที่เราต้องรีบจัด ใช้เวลานัดหมายตกลงกันภายในหนึ่งสัปดาห์ว่าเราจะไปเที่ยว ไม่เพียงแค่ความกระชั้นชิดแต่ยังมีข้อบังคับในเรื่องของเวลามาเป็นตัวแปรอีกด้วย ผม บิ่น ปุกปุย โลมา ไมค์ และไก่ สมาชิกชิกเดิมๆจากทริปเขาใหญ่ที่เคยเล่าให้ฟังในบล็อกเรื่อง รอยยิ้มและลิ่มเลือด Tropical rain forest เขาใหญ่ ก็ได้มากันพร้อมหน้าพร้อมตากันเลยทีเดียว
นัดกัน 7 โมง ก็ได้ออกแปดโมงครี่ง ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ไม่ใครสุดวิสัยก็ใครสักคนในกลุ่มลืมตื่นนะแหละครับพี่น้อง 555
พวกเรานั่งรถส่วนตัวออกจากกรุงเทพฯมุ่งหน้าไปทางถนนพระราม 5 สู่ อำเภอ อัมพวา จุดหมายปลายทาง